Phase I ESA และ Phase II ESA ต่างกันอย่างไร? และควรทำเมื่อใด


เมื่อมีการซื้อ ขาย หรือพัฒนาโรงงาน ที่ดินอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่เคยมีการประกอบกิจกรรมทางอุตสาหกรรม หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาคือ พื้นที่นั้นเคยได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลหรือการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินหรือไม่?
การประเมินสภาพแวดล้อมของพื้นที่ หรือ Environmental Site Assessment (ESA) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เจ้าของกิจการ นักลงทุน และผู้ซื้อทรัพย์สินเข้าใจความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมก่อนตัดสินใจ
โดยทั่วไป ESA แบ่งออกเป็น Phase I ESA และ Phase II ESA
Phase I Environmental Site Assessment คืออะไร?
Phase I ESA เป็นการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น โดยทั่วไป ยังไม่มีการเจาะสำรวจหรือเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน
การศึกษาประกอบด้วย
การทบทวนประวัติการใช้ประโยชน์พื้นที่
การตรวจสอบกิจกรรมและกระบวนการผลิต
การตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บน้ำมัน สารเคมี และของเสีย
การสำรวจพื้นที่จริง (Site Reconnaissance)
การสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้อง
การทบทวนข้อมูลหรือรายงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่
สิ่งที่ต้องการทราบคือ “มีประเด็นใดที่บ่งชี้ว่าพื้นที่อาจมีการปนเปื้อนหรือไม่?”
ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่เคยมีถังน้ำมันใต้ดิน จุดเติมน้ำมัน พื้นที่จัดเก็บสารเคมี หรือบริเวณที่เคยเกิดการรั่วไหล อาจถูกพิจารณาเป็นพื้นที่ที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ดังนั้น Phase I ESA ไม่ได้ยืนยันว่ามีหรือไม่มีการปนเปื้อน แต่ทำหน้าที่ ระบุความเสี่ยงและพื้นที่ที่ควรให้ความสนใจ
Phase II Environmental Site Assessment คืออะไร?
Phase II ESA เป็นการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อหาหลักฐานจากสภาพแวดล้อมจริงว่า
“มีการปนเปื้อนเกิดขึ้นหรือไม่ และหากมี พบที่ใด?”
ขอบเขตของ Phase II ESA ประกอบด้วย
การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring)
การตรวจสอบลักษณะชั้นดิน
การตรวจคัดกรองภาคสนาม เช่น การใช้ Photoionization Detector (PID)
การเก็บตัวอย่างดิน
การติดตั้งบ่อสังเกตการณ์น้ำใต้ดิน (Monitoring Well)
การตรวจวัดระดับน้ำใต้ดิน
การเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน
การวิเคราะห์ตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ
ชนิดของสารที่วิเคราะห์ควรพิจารณาจากประวัติและกิจกรรมของพื้นที่ เช่น Petroleum Hydrocarbons, VOCs, PAHs หรือโลหะหนัก
การออกแบบ Phase II ESA ที่ดีจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ต้องเจาะกี่หลุม?” แต่ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจแหล่งกำเนิดที่อาจเกิดการปนเปื้อน สภาพใต้ดิน และเส้นทางที่สารปนเปื้อนอาจแพร่กระจาย
Phase I และ Phase II ต่างกันอย่างไร?
กล่าวอย่างง่ายที่สุด Phase I ESA = ค้นหาและประเมินความเสี่ยง
ส่วน Phase II ESA = ตรวจสอบว่าความเสี่ยงนั้นมีการปนเปื้อนจริงหรือไม่
หัวข้อ | Phase I ESA | Phase II ESA |
ทบทวนประวัติพื้นที่ | ✓ | ใช้ประกอบการศึกษา |
สำรวจพื้นที่ | ✓ | ✓ |
เจาะสำรวจดิน | – | ✓ |
เก็บตัวอย่างดิน | – | ✓ |
ติดตั้งบ่อสังเกตการณ์น้ำใต้ดิน | – | อาจมี |
เก็บตัวอย่างน้ำใต้ดิน | – | อาจมี |
วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ | – | ✓ |
ต้องทำ Phase I ก่อน Phase II เสมอหรือไม่?
สำหรับการทำ Environmental Due Diligence โดยทั่วไป Phase I ESA เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะช่วยให้สามารถกำหนดขอบเขต Phase II ESA ได้อย่างมีเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลชัดเจนอยู่แล้ว เช่น
เคยเกิดสารเคมีหรือน้ำมันรั่วไหล
มีประวัติถังน้ำมันใต้ดิน
พบคราบหรือกลิ่นผิดปกติ
มีผลการศึกษาก่อนหน้าที่บ่งชี้การปนเปื้อน
ก็สามารถออกแบบ Phase II ESA เพื่อเน้นตรวจสอบบริเวณดังกล่าวได้โดยตรง
ควรทำ ESA เมื่อใด?
Environmental Site Assessment ควรทำเมื่อ
ก่อนซื้อหรือขายโรงงานและที่ดินอุตสาหกรรม
ก่อนการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)
ก่อนพัฒนา Brownfield หรือพื้นที่ที่เคยใช้ในกิจกรรมอุตสาหกรรม
เมื่อสงสัยว่ามีการรั่วไหลหรือปนเปื้อนของสารเคมี
เมื่อต้องการประเมิน Environmental Liability ของทรัพย์สิน
การทราบสภาพแวดล้อมของพื้นที่ก่อนตัดสินใจ สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายด้านการตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
ENVA ให้บริการด้าน Environmental Due Diligence, Phase I ESA, Phase II ESA รวมถึงการสำรวจดินและน้ำใต้ดิน ศึกษาทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน สำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมและโครงการประเภทต่าง ๆ ในประเทศไทย
เรามุ่งเน้นการออกแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และวัตถุประสงค์ของลูกค้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.jpg)

ความคิดเห็น